• ข้อมูลทั่วไป

  • แพ็คเก็จทัวร์

หน้าแรก: ทัวร์ต่างประเทศ

ทัวร์ยอดนิยม

ทัวร์ยุโรป ทัวร์จอร์แดน
ทัวร์ญี่ปุ่น   ทัวร์ซีเรีย
มาเก๊าทัวร์ เซี่ยงไฮ้ทัวร์

จีน

เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง
กุ้ยหลิน กวางโจว
ซีอาน หังโจว
ซูโจว อู๋ซี
ลั่วหยาง กุ้ยหยาง
เสฉวน จิ่วจ้ายโกว
เฉิงตู คุนหมิง
ลี่เจียง ไหหลำ
ซินเจียง เจิ้งโจว
เทียนจิน เซินเจิ้น
เซียะเหมิน เสิ่นหยาง
อู่ฮั่น ซัวเถา
เขาหวงซัน จางเจียเจี้ย
นานกิง หนิงปอ
ผู่ถ่อซาน ฮาร์บิน
จูไห่ หูหนาน
ยูนนาน ต้าหลี่
กุ้ยโจว จงเตี้ยน
สิบสองปันนา ทัวร์จีน

เกาหลี

ญี่ปุ่น

ยุโรป

ฝรั่งเศส แคนาดา
อิตาลี เช็ก
สวิส เดนมาร์ก
เยอรมัน รัสเซีย
อังกฤษ ไอซ์แลนด์
เนเธอร์แลนด์ ฮังการี
สเปน สวีเดน
ออสเตรีย โครเอเชีย
นอร์เวย์ บัลแกเรีย
เบลเยียม โปรตุเกส
โปแลนด์ โรมาเนีย
ยูเครน ลิทัวเนีย
กรีซ นครรัฐวาติกัน
ฟินแลนด์ มอนเตเนโกร
สโลวาเกีย สโลวีเนีย
มอนโดวา ซานมารีโน
เซอร์เบีย มาซิโดเนีย
บอสเนีย เอสโตเนีย
ลักเซมเบิร์ก อันดอร์รา
แอลเบเนีย โมนาโก
โคโซโว ทัวร์ยุโรป

เอเซีย

อื่นๆ

หน้าแรก: ทัวร์ต่างประเทศ

ทวีปเอเซีย

ทัวร์จีน

ทัวร์มาเก๊า

ทัวร์ฮ่องกง

ทัวร์เกาหลี

ทัวร์ญี่ปุ่น

ทัวร์ไต้หวัน

ทัวร์เวียดนาม

ทัวร์จอร์แดน

ทัวร์พม่า

ทัวร์คาซัคสถาน

ทัวร์ฝรั่งเศ

ทัวร์สวิตเซอร์แลนด์

ทัวร์เยอรมนี

ทัวร์ซีเรีย
   ทัวร์กัมพูชา
   ทัวร์สิงคโปร์
   ทัวร์มาเลเซีย
   ทัวร์มัลดีฟส์
   ทัวร์ศรีลังกา
   ทัวร์อินโดนีเซีย
   ทัวร์บาหลี
   ทัวร์กาตาร์
   ทัวร์ลาว
   ทัวร์ฟิลิปปินส์
   ทัวร์อินเดีย
   ทัวร์ภูฏาน
   ทัวร์มองโกเลีย
   ทัวร์ทิเบต
   ทัวร์ตุรกี
 

 

ทวีปยุโรป

   ทัวร์แคนาดา
   ทัวร์ฝรั่งเศส
   ทัวร์สวิตเซอร์แลนด์
   ทัวร์เยอรมนี
   ทัวร์สาธารณรัฐเชค
   ทัวร์เดนมาร์ค
   ทัวร์อังกฤษ
   ทัวร์รัสเซีย
   ทัวร์อิตาลี
   ทัวร์ไอส์แลนด์
   ทัวร์ฮังการี่
   ทัวร์ยุโรป
    

ทวีปอื่นๆ

   ทัวร์บราซิล
   ทัวร์อเมริกา
   ทัวร์อียิปต์
   ทัวร์นิวซีแลนด์
   ทัวร์ออสเตรเลีย
   ทัวร์แอฟริกาใต้
   ทัวร์ยุโรป
 

ดูทั้งหมด >>

ลิงค์ที่น่าสนใจ

ทัวร์เกาหลี
ทัวร์มาเก๊า
ทัวร์จอร์แดน
ทัวร์อียิปต์
ทัวร์จีน

 


โยนออฟอาร์ค

 
โยนออฟอาร์ค
โจนออฟอาร์ค หรือ โยนออฟอาร์ค หรือ ชาน ดาร์ก (ฝรั่งเศส: Jeanne d'Arc) (ราว 6 มกราคม ค.ศ. 1412[2] - 30 พฤษภาคม ค.ศ. 1431) เป็นวีรสตรีของฝรั่งเศสและเป็นนักบุญในนิกายโรมันคาทอลิก โจนมาจากครอบครัวชาวนาที่เกิดทางตะวันออกของฝรั่งเศสและเป็นผู้นำกองทัพฝรั่งเศสในสงครามร้อยปีหลายครั้งที่ได้รับชัยชนะต่อฝ่ายอังกฤษโดยอ้างว่ามีพระเจ้าเป็นผู้ชี้ทาง และเป็นผู้มีส่วนทางอ้อมในการขึ้นครองราชบัลลังก์ฝรั่งเศสของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 7 โจนถูกจับโดยฝ่ายเบอร์กันดีและถูกขายให้แก่ฝ่ายอังกฤษ, ถูกพิจารณาคดี และถูกเผาทั้งเป็นในข้อหาว่ากระทำในสิ่งงที่นอกศาสนาเมื่ออายุ 19 ปี ยี่สิบสี่ปีต่อมาพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 7 ไม่ทรงสามารถที่จะแสดงพระองค์ว่าทรงได้รับอำนาจมาจากผู้ที่ถูกประนามว่าเป็นผู้นอกศาสนา สมเด็จพระสันตะปาปาคาลิกซ์ตุสที่ 3 จึงทรงมีคำสั่งให้มีตั้งศาลใหม่ในการพิจารณาการดำเนินการการพิจารณาคดีและ การตัดสินของศาลแรก ศาลสรุปว่าโจนเป็นผู้บริสุทธิ์ และทางวาติกันประกาศให้โจนเป็น “มรณสักขี”ในปี ค.ศ. 1909 โจนก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นบุญราศี และในที่สุดก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นนักบุญในปี ค.ศ. 1920 โจนออฟอาร์คเป็นหนึ่งในสามนักบุญผู้พิทักษ์ของประเทศฝรั่งเศส

โจนอ้างว่าได้รับมโนทัศน์ของพระเจ้าผู้ทรงบอกให้ไปช่วยกู้บ้านเมืองคืนจากการครอบครองของฝ่ายอังกฤษในปลายสงครามร้อยปี มกุฎราชกุมารชาร์ลส์ ผู้ขณะนั้นยังไม่ได้ขึ้นครองราชย์ทรงส่งโจนไปช่วยผู้ถูกล้อมอยู่ในเมืองออร์เลอองส์ โจนสามารถเอาชนะทัศนคติของนายทัพผู้มีประสบการณ์ได้และสามารถยุติการล้อม เมืองได้ภายใน 9 วัน หลังจากนั้นการได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดหลายครั้งก็นำไปสู่การราชาภิเษกของ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 7 ที่แรงส์ (Reims) ซึ่งเป็นวิธีการพยายามยุติข้อขัดแย้งของสิทธิในการครองราชบัลลังก์ฝรั่งเศส

โจนออฟอาร์คเป็นผู้มีบทบาทสำคัญทางวัฒนธรรมตะวันตกมาโดยตลอด ตั้งแต่จักรพรรดินโปเลียนที่ 1 มาจนถึงปัจจุบันนักการเมืองฝรั่งเศสก็มักจะปลุกเร้าความเป็นชาตินิยมโดยการ อ้างถึงโจน นักเขียนสำคัญๆ และคีตกวีที่สร้างงานเกี่ยวกับโจนออฟอาร์คก็ได้แก่วิลเลียม เชกสเปียร์ (“เฮนรีที่ 6, ตอนที่ 1”) , วอลแตร์ (“La Pucelle d'Orl?ans” (โคลง)) , ฟรีดริช ชิลเลอร์ (Friedrich Schiller) (“Die Jungfrau von Orleans”) , จูเซปเป แวร์ดี (“Giovanna d'Arco”) , ปีเตอร์ อิลิช ไชคอฟสกี (“Орлеанская дева”) (The Maid of Orleans) - อุปรากร) , มาร์ค ทเวน (“Personal Recollections of Joan of Arc” (ความทรงจำเกี่ยวกับโจนออฟอาร์ค) - อุปรากร) , ฌอง อานุยห์ (“L'Alouette” (นกลาร์ค)) , เบอร์โทลท์ เบร็คท์ (Bertolt Brecht) (“Die heilige Johanna der Schlachth?fe” (นักบุญโจนผู้ศักดิ์สิทธิ์แห่งสต็อคยาร์ด)) และจอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์ (“นักบุญโจน” - บทละคร) นอกจากนี้วัฒนธรรมก็สืบเนื่องในการสร้างภาพยนตร์, โทรทัศน์, วิดีโอเกม, เพลง และนาฏศิลป์และการเต้นรำต่อมา

เบื้องหลัง

นักประวัติศาสตร์เคลลี เดวรีส์ (Kelly DeVries) บรรยาช่วงเวลาก่อนหน้าการปรากฏตัวของโจนว่า “ถ้าจะมีสิ่งใดที่จะยับยั้งโจนสิ่งนั้นก็เห็นจะเป็นสถานะการณ์[อันเลวร้าย ]ของฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1429” สงครามร้อยปีเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1337 เมื่อฝ่ายอังกฤษอ้างสิทธิในราชบัลลังก์ฝรั่งเศส (prétentions anglaises au trône français) โดยมีช่วงที่มีความสันติเป็นระยะๆ การต่อสู้ส่วนใหญ่ของสงครามครั้งนี้เกิดขึ้นในฝรั่งเศส ฝ่ายอังกฤษใช้กลวิธี “ยุทธวิธีการปล้นสดมเผาผลาญ” (Chevauchée) (ที่คล้ายคลึงกับ “ยุทธวิธีการเผาผลาญ” (scorched earth)) เพื่อเป็นการบ่อนทำลายเศรษฐกิจของฝรั่งเศส ซึ่งขณะนั้นประชากรของฝรั่งเศสก็ยังไม่ฟื้นตัวจากกาฬโรคที่ระบาดในยุโรปของ คริสต์ศตวรรษก่อนหน้านั้น และพ่อค้าก็ถูกตัดโอกาสจากการค้าขายกับตลาดต่างประเทศ เมื่อโจนเริ่มเข้ามามีบทบาทอังกฤษก็เกือบจะมีความสำเร็จในการปกครองสอง อาณาจักรร่วมกันภายใต้การปกครองของอังกฤษ และทางฝ่ายฝรั่งเศสเองก็ไม่ได้รับชัยชนะที่เป็นจริงเป็นจังมาหลายชั่วคนแล้ว ดังเช่นที่เดวรีส์กล่าวว่า “ราชอาณาจักรฝรั่งเศสไม่มีอะไรหลงเหลือเป็นร่องรอยให้เห็นถึงความรุ่งเรือง ที่เกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 13”

พระมหากษัตริย์ของฝรั่งเศสเมื่อโจนเกิดคือพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 6 ผู้ที่ทรงมีอาการเสียพระสติเป็นพักๆ จนบางครั้งก็ไม่ทรงสามารถปฏิบัติพระราชภาระกิจในการปกครองได้ พระอนุชาหลุยส์แห่งวาลัวส์ ดยุคแห่งออร์เลอองส์ และลูกพี่ลูกน้องของพระองค์จอห์นเดอะเฟียร์เลสส์ ดยุคแห่งเบอร์กันดีก็ มักจะทะเลาะกันเรื่องการสำเร็จราชการของฝรั่งเศสและในเรื่องที่ผู้ใดสมควร ที่จะมีหน้าที่คุ้มครองพระราชโอรสธิดาของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 6 ความขัดแย้งลามไปถึงการกล่าวหาว่าพระราชินีอิสซาเบลลาใน พระเจ้าชาร์ลส์ ว่าทรงมีชู้และการลักพาตัวของพระราชโอรสธิดาของพระเจ้าชาร์ลส์ วิกฤติการณ์มาถึงจุดสุดยอดเมื่อดยุคแห่งเบอร์กันดีมีคำสั่งให้สังหารดยุค แห่งออร์เลอองส์ในปี ค.ศ. 1407

ฝักฝ่ายของผู้สนับสนุนของทั้งสองฝ่ายมารู้จักกันว่า “ฝ่ายอาร์มันญัค” (Parti armagnac) ที่เป็นฝ่ายสนับสนุนดยุคแห่งออร์เลอองส์ และ “ฝ่ายเบอร์กันดี” (Parti bourguignon) ที่เป็นฝ่ายสนับสนุนดยุคแห่งเบอร์กันดี

พระเจ้าแผ่นดินอังกฤษพระเจ้าเฮนรีที่ 5 ทรงฉวยโอกาสระหว่างที่ฝรั่งเศสมีความขัดแย้งกันภายในในการยกทัพมารุกรานฝรั่งเศสและทรงได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดในยุทธการอาแฌงคูร์ต (Bataille d'Azincourt) ในปี ค.ศ. 1415 ที่ทำให้ทรงสามารถยึดดินแดนทางเหนือของฝรั่งเศสได้ เจ้าชายชาร์ลส์ทรงได้รับตำแหน่งเป็นมกุฎราชกุมาร (le Dauphin) เมื่อพระชนมายุได้ 14 พรรษาหลังจากที่พระเชษฐาทั้งสี่พระองค์ต่างสิ้นพระชนม์กันไปหมด พระราชภาระกิจแรกที่ทรงทำคือทรงตกลงสงบศึกในสนธิสัญญากับฝ่ายเบอร์กันดีในปี ค.ศ. 1419 ที่จบลงด้วยสถานะการณ์อันเลวร้ายเมื่อฝ่ายอาร์มันญัคสังหารจอห์นเดอะเฟียร์เลสส์ระหว่างการพบปะภายใต้คำสัญญาของเจ้าชายชาร์ลส์ว่าจะทรงรักษาความปลอดภัยให้แก่ดยุค ดยุคแห่งเบอร์กันดีคนใหม่ฟิลลิปเดอะกูดกล่าว หาเจ้าชายชาร์ลส์ทรงมีความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและหันไปเป็น พันธมิตรกับอังกฤษ ดินแดนส่วนใหญ่ทางด้านเหนือของฝรั่งเศสจึงตกไปเป็นของอังกฤษ

ในปี ค.ศ. 1420 พระราชินีอิสซาเบลลาก็ทรงลงพระนามในสนธิสัญญาตรัวส์ (Traité de Troyes) ที่ระบุให้การสืบราชบัลลังก์ฝรั่งเศสตกไปเป็นของพระเจ้าเฮนรีที่ 5 และผู้สืบเชื้อสายจากพระองค์ ซึ่งเป็นการยกประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นแทนที่จะให้แก่เจ้าชายชาร์ลส์ผู้เป็นพระ โอรสของพระองค์เอง ข้อตกลงนี้ทำให้ข่าวลือที่มีมาก่อนหน้านั้นว่าทรงเป็นชู้กับดยุคแห่งออร์เลอองส์ยิ่ง ฟังแล้วก็ยิ่งเป็นเรื่องที่น่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น และทำให้เกิดการตั้งข้อสงสัยใหม่ว่าเจ้าชายชาร์ลส์ทรงเป็นพระโอรสนอกกฎหมาย และไม่ใช่พระราชโอรสที่แท้จริงของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 6 ในปี ค.ศ. 1422 พระเจ้าเฮนรีที่ 5 และพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 6 เสด็จสวรรคตห่างกันเพียงสองเดือน พระเจ้าเฮนรีที่ 5 ทรงทิ้งให้พระเจ้าเฮนรีที่ 4 ผู้ยังทรงเป็นทารกเป็นผู้ครองสองอาณาจักรโดยมีจอห์นแห่งแลงคาสเตอร์ ดยุคแห่งเบดฟอร์ดที่ 1 พระอนุชาของพระองค์มีหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในฝรั่งเศส

เมื่อต้นปี ค.ศ. 1429 ด้านเหนือของฝรั่งเศสเกือบทั้งหมดและบางส่วนทางด้านตะวันตกเฉียงไต้ก็ตกอยู่ ในมือของชาวต่างประเทศ ฝ่ายอังกฤษปกครองปารีส ขณะที่ฝ่ายอาณาจักรดยุคแห่งเบอร์กันดีมีอำนาจในแรงส์ แรงส์มีความสำคัญเพราะเป็นสถานที่ที่ใช้ในการทำพระราชพิธีบรมราชภิเษกกษัตริย์ ฝรั่งเศส โดยเฉพาะในกรณีนี้ที่ผู้อ้างสิทธิในราชบัลลังก์ฝรั่งเศสทั้งสองฝ่ายยังไม่ ได้เข้าทำพิธีสวมมงกุฎ ฝ่ายอังกฤษนำทัพเข้ามาทำการล้อมเมืองออร์เลอองส์ ซึ่งเป็นเมืองเดียวทางตอนเหนือของฝรั่งเศสในบริเวณลัวร์ที่ ยังจงรักภักดีต่อฝ่ายฝรั่งเศส ที่ตั้งของออร์เลอองส์เป็นที่ตั้งสำคัญทางยุทธศาสตร์ที่เป็นจุดอุปสรรคสุด ท้ายก่อนที่ทั้งฝรั่งเศสจะตกไปเป็นของอังกฤษ ตามคำบรรยายของนักประวัติศาสตร์สมัยใหม่ที่ว่า “ราชอาณาจักรฝรั่งเศสทั้งอาณาจักรขึ้นอยู่กับชะตาของออร์เลอองส์”ซึ่งขณะนั้นก็ไม่มีผู้ใดที่หวังว่าออร์เลอองส์จะรอดจากการถูกยึดโดยฝ่ายอังกฤษได้[

ชีวิต
เบื้องต้น

โจนเป็นบุตรีของฌาคส์ ดาร์กและอิสซาเบลลา โรเม  ในหมู่บ้านโดมเรมี (Domremy) ที่ขณะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรดยุคแห่งบาร์ (ต่อมาถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของแคว้นลอร์แรนและเปลี่ยนชื่อเป็นโดมเรมี-ลา-ปูเซลล์)  บิดามารดาของโจนมีที่ดินทำการเกษตรกรรมราว 50 เอเคอร์ (0.2 ตารางกิโลเมตร) บิดามีรายได้เพิ่มจากการมีหน้าที่เก็บภาษีและเป็นยามในหมู่บ้าน ที่ตั้งของที่ดินของครอบครัวดาร์กอยู่ในบริเวณทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือที่ล้อมรอบโดยดินแดนเบอร์กันดีแต่ เป็นหมู่บ้านที่มีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ฝรั่งเศส หมู่บ้านที่โจนเติบโตขึ้นมาก็ถูกรุกรานหลายครั้งและครั้งหนึ่งถึงกับถูกเผา

ระหว่างการพิจารณาคดีโจนให้การว่ามีอายุ 19 ปี ฉะนั้นจึงสันนิษฐานได้ว่าเกิดราวปี ค.ศ. 1412 ต่อมาโจนให้การว่าประสบการครั้งแรกของวิสัยทัศน์ (vision) เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1424 เมื่ออายุได้ 12 ปีขณะที่ออกไปเดินในทุ่งคนเดียวและได้ยินเสียง และให้การต่อไปว่าหลังจากวิสัยทัศน์หายไปเธอก็ร้องไห้ด้วยความปิติเพราะความ งามของสิ่งที่ปรากฏ และกล่าวต่อไปว่านักบุญมาร์กาเร็ตแห่งอันติโอก, นักบุญแคทเธอรินแห่งอเล็กซานเดรีย และอัครเทวดาไมเคิลเป็นผู้มาบอกให้กำจัดฝ่ายอังกฤษและให้นำมกุฎราชกุมารชาร์ลส์ไปยังแรงส์เพื่อการราชาภิเษก[16]

เมื่ออายุได้ 16 ปี โจนก็ขอให้ดูรองด์ ลาส์ซัวส์ (Durand Lassois) ผู้เป็นญาตินำตัวไป Vaucouleurs เพื่อไปร้องขอให้ผู้บังคับบัญชากองทหาร เคานท์โรแบร์ต เดอ โบดริคูร์ต (Robert de Baudricourt) ให้อนุญาตให้ไปเฝ้ามกุฎราชกุมารชาร์ลส์ในราชสำนักฝรั่งเศสที่ชินอง (Chinon) คำตอบเสียดสีของโบดริคูร์ตมิได้ทำให้โจนเปลี่ยนใจ โจนกลับมาในเดือนมกราคมปีต่อมาและได้รับการสนับสนุนจากบุคคลสำคัญสองคน: ฌอง เด เมซ (Jean de Metz) และ แบร์ตรองด์ เดอ ปูเลนยี (Bertrand de Poulengy) [18] ภายใต้การสนับสนุนของบุคคลสองคนนี้โจนก็ได้รับการสัมภาษณ์เป็นครั้งที่สองที่ทำนายผลของยุทธการแฮริงส์ (Battle of the Herrings) ไม่ไกลจากออร์เลอองส์


การประหารชีวิต

ความผิดในการนอกรีตเป็นความผิดที่มีโทษถึงตายสำหรับผู้ปฏิบัติซ้ำสอง โจนยอมแต่งตัวอย่างสตรีเมื่อถูกจับแต่สองสามวันต่อมาก็ถูกข่มขืนในที่จำขัง โจนจึงกลับไปแต่งตัวเป็นผู้ชายอีกซึ่งอาจจะเป็นการทำเพื่อเลี่ยงการถูกทำ ร้ายในฐานะที่เป็นสตรีหรือตามคำให้การของฌอง มาส์เซอที่กล่าวว่าเสื้อผ้าของโจนถูกขโมยและไม่เหลืออะไรไว้ให้สวม

พยานผู้เห็นเหตุการณ์บรรยายการประหารชีวิตโดยการเผาทั้งเป็นเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ค.ศ. 1431 ว่าโจนถูกมัดกับเสาสูงหน้าตลาดเก่าในรูออง โจนขอให้หลวงพ่อมาร์แตง ลาด์เวนู และหลวงพ่ออิแซงบาร์ต เด ลา ปิแยร์ถือกางเขนไว้ตรงหน้า หลังจากที่โจนเสียชีวิตไปแล้วฝ่ายอังกฤษกวาดถ่านหินออกจนเห็นร่างที่ถูกเผา ไหม้เพื่อให้เป็นที่ทราบกันว่าโจนเสียชีวิตจริงและมิได้หลบหนี เสร็จแล้วก็เผาร่างที่เหลืออีกสองครั้งเพื่อไม่ให้เหลือสิ่งใดที่สามารถเก็บ ไปเป็นวัตถุมงคลได้ หลังจากนั้นก็โยนสิ่งที่เหลือลงไปในแม่น้ำแซน เพชฌฆาตเจฟฟรัว เตราช (Geoffroy Therage) กล่าวต่อมาว่ามีความหวาดกลัวว่าจะถูกแช่ง

การพิจารณาคดีครั้งที่สอง

การพิจารณาคดีหลังจากที่โจนเสียชีวิตไปแล้วเริ่มขึ้นหลังสงครามร้อยปียุติลง สมเด็จพระสันตะปาปาคาลิกซ์ตุสที่ 3 ทรงอนุมัติให้ดำเนินการพิจารณคดีของโจนขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ตามคำร้องขอของผู้อำนวยการการไต่สวนฌอง เบรฮาล (Jean Brehal) และอิสซาเบลลา โรเมแม่ ของโจน การพิจารณาคดีครั้งนี้เรียกกันว่า “การพิจารณาคดีประนามเป็นโมฆะ” (procès en réhabilitation) ซึ่งเป็นการพิจารณาคดีที่เป็นการสอบสวนการพิจารณาคดีครั้งแรกหรือที่เรียก ว่า “การพิจารณาคดีประนาม” (procès en condamnation) และการตัดสินว่าเป็นการดำเนินการที่เป็นไปด้วยความยุติธรรมและตรงตามคริสต์ ศาสนกฎบัตร

การสืบสวนเริ่มด้วยการไต่สวนนักบวช Guillaume Bouille โดยฌอง เบรฮาลเริ่ม การสืบสวนในปี ค.ศ. 1452 และการอุทธรณ์อย่างเป็นทางการตามมาในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1455 การดำเนินการอุทธรณ์มีผู้เกี่ยวข้องจากทั่วยุโรปและเป็นไปตามกระบวนการ พิจารณาคดีมาตรฐานของศาล

คณะนักคริสต์ศาสนวิทยาวิจัยคำให้การจากพยานด้วยกันทั้งหมด 115 คน เบรฮาลสรุปการวินิจจัยในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1456 ที่บรรยายโจนว่าเป็นมรณสักขีและ กล่าวหาปีแยร์ โคชงผู้เสียชีวิตไปแล้วว่าเป็นผู้นอกรีตเพราะเป็นผู้ลงโทษผู้บริสุทธิ์เพื่อ หาผลประโยชน์ใส่ตนเองทางโลก ศาลประกาศว่าโจนเป็นผู้บริสุทธิ์เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ค.ศ. 1456

เครื่องแต่งกาย

โจนออฟอาร์คแต่งกายอย่างบุรุษตั้งแต่ออกจาก Vaucouleurs ไปจนถึงการพิจารณาคดีที่รูออง[51] ซึ่งเป็นการทำให้เกิดการตั้งข้อสงสัยในทางคริสต์ศาสนวิทยาในสมัยของโจนเอง และต่อมาอีกในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งเหตุผลหนึ่งของการถูกประหารชีวิตอ้างว่ามาจากการขัดกับกฎการแต่งกายจาก พระคัมภีร์ ในการประกาศว่า “การพิจารณาคดีกล่าวหา” เป็นโมฆะ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะคดีแรกไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าข้อกล่าวหานี้ค้านกับพระคัมภีร์

ถ้ากล่าวกันตามคริสต์ศาสนกฎบัตรแล้ว การแต่งตัวเป็นชายผู้รับใช้ (page) ของโจนระหว่างการเดินทางฝ่าดินแดนของศัตรูเป็นการกระทำเพื่อสร้างความ ปลอดภัยให้แก่ตนเอง รวมทั้งการสวมเกราะในระหว่างการยุทธการก็เช่นกัน “บันทึกของปูเซลล์” (Chronique de la Pucelle) กล่าวว่าเป็นการกระทำเพื่อการป้องกันการถูกกระทำมิดีมิร้ายขณะที่ต้องหลับ นอนกลางสนามรบ นักบวชผู้ให้การในการพิจารณาคดีครั้งที่สองสนับสนุนว่าโจนยังคงแต่งกายอย่าง บุรุษในขณะที่ถูกจำขังเพื่อป้องกันตัวจากการถูกกระทำมิดีมิร้ายหรือจากการ ถูกข่มขืน[53] ส่วนการรักษาพรหมจรรย์ก็ เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่สนับสนุนการแต่งกายสลับเพศ (crossdressing) การแต่งกายเช่นนั้นเป็นการกันการถูกทำร้ายในฐานะที่เป็นสตรีและในสายตาของ ผู้ชายก็ทำให้ไม่เห็นว่าโจนเป็นเหยื่อในทางเพศ (sex object)

ระหว่างการพิจารณาคดีครั้งแรกโจนให้การเกี่ยวกับประเด็นนี้โดยอ้างถึงการสืบสวนที่ปัวติเยร์ บันทึกการสืบสวนที่ปัวติเยร์สูญ หายไปแล้วแต่จากหลักฐานแวดล้อมบ่งว่านักบวชปัวติเยร์ยอมรับการปฏิบัติเช่น นั้นของโจน หรือถ้าจะตีความหมายก็อาจจะกล่าวได้ว่าโจนมีหน้าที่ที่จะดำเนินงานที่เป็น ของบุรุษฉะนั้นจึงเป็นการสมควรที่จะแต่งตัวให้เหมาะสมกับสถานะการณ์[55] นอกจากการแต่งตัวเป็นบุรุษแล้วโจนก็ยังตัดผมสั้นระหว่างการรณรงค์และขณะที่ถูกจำขัง ผู้สนับสนุนโจนเช่นนักคริสต์ศาสนวิทยาฌอง เชร์ซอง (Jean Gerson) และผู้ไต่สวนเบรฮาลในการพิจารณาคดีครั้งหลังสนับสนุนการกระทำเช่นที่ว่าว่าเป็นสิ่งที่สมควรทำ


กู้หน้า

ฟิลิปป์-อเล็กซานเดอร์ เล เบริง เด ชาร์แมตส์ (Philippe-Alexandre Le Brun de Charmettes) เป็นนักประวัติศาสตร์คนแรกที่เขียนชีวประวัติฉบับสมบูรณ์ของโจนออฟอาร์ค ในปี ค.ศ. 1817 เพื่อกู้ฐานะของครอบครัวหลังจากที่ถูกประนามเพราะชื่อเสียงในการเป็นผู้นอก ศาสนาของโจน ความสนใจของฟิลิปป์มีสาเหตุมาจากในช่วงที่ฝรั่งเศสพยายามพยายามเสาะหาความ หมายของความเป็นฝรั่งเศสหลังจากการปฏิวัติฝรั่งเศส และสงครามนโปเลียน “จริยปรัชญา” (ethos) ของฝรั่งเศสในขณะนั้นก็เป็นการเสาะหาวีรบุรุษที่เป็นผู้ที่ไม่ก่อให้เกิด ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มต่างๆ ของสังคมขณะนั้น โจนออฟอาร์คผู้เป็นผู้สนับสนุนพระมหากษัตริย์และบ้านเมืองอย่างเหนียวแน่นจะ เป็นที่ยอมรับโดยฝ่ายนิยมกษัตริย์ (Monarchists) ส่วนในฐานะที่เป็นนักชาตินิยมและลูกสาวชาวนาพื้นบ้านโจนก็เป็นตัวแทนของอาสา สมัครชาวบ้าน (“soldats de l'an II”) ผู้ต่อสู้และได้รับชัยชนะในการปฏิวัติฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1802 ฉะนั้นโจนจึงสามารถอ้างได้ว่าเป็นผู้แทนของผู้นิยมสารธารณรัฐ (Republicains) ได้ และในฐานะผู้พลีชีพเพื่อศาสนาโจนก็เป็นที่นิยมในหมู่ชนโรมันคาทอลิกผู้มี อำนาจ ““Orléaniste”” ของเด ชาร์แมตส์เป็นความพยายามอีกครั้งหนึ่งในการเผยแพร่ “จริยปรัชญา” (ethos) ของฝรั่งเศส เช่นเดียวกับข้อเขียนของเวอร์จิล ใน “Aeneid” สำหรับโรมหรือของลูอิส เด คามอยส์ (Luís de Camões) ใน “Lusiad” สำหรับโปรตุเกส


สงครามร้อยปี

หลังจากการเสียชีวิตของโจนแล้วสงครามร้อยปีก็ยังคงดำเนินต่อมาเป็นเวลา อีก 22 ปี พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 7 ทรงสามารถรักษาสิทธิอันถูกต้องในการครองราชบัลลังก์ฝรั่งเศสแม้ว่าดยุคแห่งเบดฟอร์ดจะจัดให้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสำหรับพระเจ้าเฮนรีที่ 6 ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1431 เมื่อทรงมีพระชนมายุได้ 10 พรรษาก็ตาม ก่อนที่อังกฤษจะมีความสำเร็จในการสร้างเสริมผู้นำทางการทหารและกองขมังธนู ที่เสียไประหว่างยุทธการใน ค.ศ. 1429 อังกฤษก็สูญเสียพันธมิตรกับเบอร์กันดีในสนธิสัญญาอาร์ราส (Trait? d'Arras) ในปี ค.ศ. 1435 และในปีเดียวกันนั้นดยุคแห่งเบดฟอร์ดก็เสียชีวิต พระเจ้าเฮนรีที่ 6 จึงทรงกลายเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระเยาว์ที่สุดที่ปกครองอังกฤษโดยไม่มีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ความอ่อนแอในการเป็นผู้นำของพระองค์อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สงครามร้อยปียุติลง เคลลี เดวรีส์อ้างว่าการใช้ปืนใหญ่และการโจมตีโดยตรงอย่างหนักมีอิทธิพลต่อยุทธวิธีตลอดการต่อสู้ในสงครามร้อยปีของฝรั่งเศส

โจนออฟอาร์คกลายเป็นตำนานมาเกือบสี่ศตวรรษ ที่มาของข้อมูลเกี่ยวกับโจนส่วนใหญ่มาจากบันทึกพงศาวดาร แต่ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 19 ก็มีการพบบันทึกจากการพิจารณาคดีครั้งแรกฉบับดั้งเดิมห้าเล่ม ต่อมานักประวัติศาสตร์ก็พบหลักฐานการพิจารณาคดีครั้งที่สองทั้งหมดซึ่งเป็น บันทึกของคำให้การจากพยายานที่ผ่านการสัตย์สาบาน 115 คน และบันทึกภาษาฝรั่งเศสของการพิจารณาคดีครั้งแรกที่เป็นภาษาละติน นอกจากนั้นก็ยังมีการพบจดหมายจากร่วมสมัย สามฉบับลงนาม “Jehanne” ด้วยลายมือที่ไม่มั่นคงคล้ายกับผู้ที่เพิ่งหัดเขียนหนังสือ[68] จากหลักฐานทางเอกสารต่างๆ เกี่ยวกับโจนทำให้เดวรีส์ประกาศว่า “เห็นจะไม่มีผู้ใดในสมัยกลางไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงที่เป็นหัวข้อของการ ศึกษามากเท่าโจน”

โจนมาจากครอบครัวในหมู่บ้านเล็กที่ไม่มีใครรู้จักและมามีชื่อเสียงโด่ง ดังเมื่ออายุยังน้อยและเป็นในฐานะชาวบ้านผู้ไม่มีการศึกษา พระมหากษัตริย์ฝรั่งเศสและอังกฤษเข้าทำสงครามที่ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน เพราะความขัดแย้งที่เกิดจากการตีความหมายของกฏบัตรซาลลิคอัน เก่าแก่กว่าพันปี ซึ่งเป็นข้อขัดแย้งที่ดูจะไม่จบสิ้นระหว่างสองอาณาจักร แต่โจนก็มาให้ความหมายของสถานะการณ์ใหม่เช่นที่ฌอง เด เมซถามว่า “จำเป็นด้วยหรือที่พระมหากษัตริย์ต้องทรงถูกขับจากแผ่นดิน, และเราจะต้องเป็นอังกฤษหรือ?” ตามที่สตีเฟน ดับเบิบยู. ริชชีกล่าวว่า “โจนเปลี่ยนเหตุการณ์จากความขัดแย้งของราชวงศ์ที่ไม่น่าสนใจที่ไม่ทำให้ชาว บ้านมีความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่ง[ต่อความขัดแย้ง]นอกไปจากความทุกข์ของตน เอง ไปเป็นเหตุการณ์สงครามเพื่อการกู้ชาติที่เร้าความรู้สึกของประชาชน” นอกจากนั้นริชชีก็ยังแสดงความเห็นเกี่ยวกับความเป็นที่นิยมของโจนว่า:

“ประชาชนรุ่นต่อมาอีกห้าร้อยปีหลังจากที่โจนเสียชีวิตไปแล้วสร้างสรรค์ ภาพพจน์ต่างๆ เกี่ยวกับโจน: ผู้บ้าคลั่งทางจิตวิญญาณ, ผู้บริสุทธิ์ผู้เป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจ, ผู้เป็นตัวอย่างของความเป็นชาตินิยม, วีรสตรีผู้น่าชื่นชม, นักบุญ [แต่]โจนก็ยังคงยืนยันแม้เมื่อถูกขู่ด้วยการทรมานและการเผาทั้งเป็นว่าได้ รับแรงบันดาลใจจากพระสุรเสียงของพระเจ้า ไม่ว่าจะมีพระสุรเสียงหรือไม่มีพระสุรเสียงความสำเร็จของโจนก็ทำให้ทุกคนที่ ทราบประวัติอดส่ายหัวด้วยความทึ่งในความสามารถอันมหัศจรรย์ของโจนไม่ได้

ในปี ค.ศ. 1452 ระหว่างการสืบสวนที่เกี่ยวกับการประหารชีวิตของโจนหลังสงครามร้อยปี ทางสถาบันศาสนาก็ประกาศว่าบทละครที่แสดงเพื่อเป็นเกียรติแก่โจนที่แสดงที่ ออร์เลอองส์ถือว่าเป็นกุศล (pélerinage) ที่มีค่าในการไถ่บาป (indulgence) ได้ โจนกลายเป็นสัญลักษณ์ของสันนิบาตคาทอลิกฝรั่งเศส (Sainte Ligue catholique) ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 16 ระหว่างปี ค.ศ. 1849 ถึง ค.ศ. 1878 เฟลีส์ ดูปองลูพ์สังฆราชแห่งออร์เลอองส์ ก็เป็นผู้นำในการเรียกร้องให้แต่งตั้งโจนให้เป็นนักบุญแต่ดูปองลูพ์มิได้มีอายุยืนพอที่จะเห็นผล

การพิจารณาให้เป็นนักบุญของโจนออฟอาร์คเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1909 ทันทีหลังจากที่รัฐบาลฝรั่งเศสประการอนุมัติกฎหมายฝรั่งเศสในการแบ่งแยกระหว่างรัฐและศาสนา ค.ศ. 1905 (Loi sur la s?paration de l'?glise et de l'?tat en 1905) ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำความกระทบกระเทือนให้แก่สถานะภาพของสถาบันโรมันคาทอลิกใน สังคมฝรั่งเศสโดยตรง โจนได้รับการสถาปนาให้เป็นนักบุญเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม ค.ศ. 1920 วันสมโภชน์ของโจนตรงกับวันที่ 30 พฤษภาคม ในฐานะนักบุญโจนออฟอาร์คก็เป็นนักบุญที่เป็นที่นิยมกันที่สุดองค์หนึ่งในบรรดานักบุญในนิกายโรมันคาทอลิก

โจนออฟอาร์คมิได้เป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิของสตรี (feminist) โจนปฏิบัติตนภายในกรอบของประเพณีทางศาสนาเช่นเดียวกับผู้อื่นที่ไม่ว่าจะ อยู่ในฐานะใดใดในสังคมที่ได้รับเสียงเรียกจากพระเจ้าให้ทำหน้าที่พึงทำ โจนไล่สตรีออกจากกองทัพและอาจจะตีคนหนึ่งด้วยส่วนแบนของดาบ แต่จะอย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญที่สุดในการช่วยเหลือโจนก็มาจากสตรีเมื่อแม่ ยายของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 7 โยลันเดอแห่งอารากอนยืนยันความเป็นพรหมจารีของโจนและหาเงินทุนสนับสนุนให้ โจนเข้าร่วมรบที่ออร์เลอองส์ โจนแห่งลักเซมเบิร์กป้าของเคานท์แห่งลักเซมเบิร์กผู้ดูแลโจนหลังจากคองเพียญน์เป็นผู้ช่วยทำให้สภาพการคุมขังดีขึ้นและอาจจะเป็นผู้พยายามถ่วงเวลาในการขายโจนให้แก่ฝ่ายอังกฤษ และแอนน์แห่งเบอร์กันดีภรรยาของดยุคแห่งเบดฟอร์ดเป็นผู้ประกาศว่าโจนยังเป็นพรหมจารีระหว่างการสืบสวนก่อนหน้าที่จะมีการพิจารณาคดี ซึ่งตามเหตุผลนี้แล้วก็เป็นการป้องกันศาลจากการกล่าวหาโจนในข้อหาว่าเป็นแม่ มด และข้อนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่มาช่วยในการประกาศความบริสุทธิ์ของโจน ต่อมาและในการเป็นนักบุญ สตรีตั้งแต่ในสมัยโบราณมาจนถึงทุกวันนี้ก็ยังเห็นว่าโจนเป็นตัวอย่างของความ กล้าหาญและความมีบทบาทของสตรี


โจนออฟอาร์คเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองของฝรั่งเศสมาตั้งแต่สมัยของจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 ฝ่ายลิเบอรัล (libéralisme classique) เน้นการมาจากระดับชนชั้นต่ำของโจน ฝ่ายอนุรักษ์นิยม (conservatisme) เมื่อเริ่มแรกเน้นการสนับสนุนของโจนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ต่อมาก็หันไปเน้นความเป็นชาตินิยม ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองทั้งฝ่ายวิชีฝรั่งเศสและฝ่ายขบวนการฝรั่งเศสเสรี (Résistance française) ต่างก็ใช้โจนเป็นสัญลักษณ์: ฝ่ายวิชีใช้การโฆษณาชวนเชื่อของการรณรงค์ของโจนในการต่อต้านอังกฤษโดยใช้โปสเตอร์ที่เป็นภาพของเรือบินอังกฤษทิ้งลูกระเบิดที่รูออง และคำโฆษณา “They Always Return to the Scene of Their Crimes.” ส่วนฝ่ายขบวนการฝรั่งเศสเสรีเน้นการต่อสู้ของโจนในการต่อต้านการยึดครองของ ชาวต่างประเทศและที่มาของโจนที่มาจากลอร์แรนซึ่งเป็นบริเวณที่ยึดครองโดยนาซี

เรือรบของรัฐนาวีแห่งฝรั่งเศสสาม ลำก็ตั้งชื่อตามโจนที่รวมทั้งเรือ “Jeanne d'Arc (R 97) ” ในปัจจุบันพรรค “Front national” ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายขวาจัดของฝรั่งเศสก็ไปรวมตัวกันที่หน้าอนุสาวรีย์ของโจน และพิมพ์ภาพที่คล้ายคลึงกับโจนในสิ่งพิมพ์ของพรรคและใช้คบเพลิงสามสีของพรรค เป็นสัญลักษณ์ของการพลีชีพของโจนในตราของพรรค ผู้ที่ค้านกับก็กล่าวเสียดสีความไม่เหมาะสมของการใช้สัญลักษณ์เช่นนี้ วันหยุดราชการเพื่อเป็นเกียรติแก่โจนคือวันอาทิตย์ที่สองของเดือน

วัตถุมงคล?

ในปี ค.ศ. 1867 กล่าวกันว่ามีการพบผอบในร้านขายยาในปารีสที่มีคำจารึกว่า “ซากที่พบใต้ที่เผาโจนออฟอาร์ค, พรหมจารีแห่งออร์เลอองส์” ภายในเป็นซี่โครงและเศษไม้ไหม้ และชิ้นผ้าลินนินและกระดูกโคนขาของแมวที่อาจจะอธิบายว่ามาจากประเพณีการโยน แมวดำเข้าไปในกองเพลิงที่เผาแม่มด ในปัจจุบันผอบนี้รักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะและประวัติศาสตร์ที่ชินอง

ในปี ค.ศ. 2006, ฟิลลิปป์ ชาร์ลิเยร์ (Philippe Charlier) นักนิติวิทยาจากโรงพยาบาล Raymond-Poincare ที่ Garches ได้รับหน้าที่ให้ศึกษาวัตถุที่ว่านี้ โดยใช้การวัดอายุด้วยกัมมันตภาพรังสี (Radiocarbon dating) และ spectrometrie ผลจากการศึกษา พบว่าสิ่งที่อยู่ในผอบมาจากมัมมี่ของ อียิปต์จาก 600 ถึง 300 ปีก่อนคริสต์ศักราช ลักษณะรอยไหม้เกิดจากปฏิกิริยาของสารที่ใช้ในการดองศพไม่ใช่จากการถูกเผา นอกจากนั้นก็ยังพบผงที่มาจากลูกสนที่สนับสนุนทฤษฎีการทำมัมมี่ ชิ้นผ้าลินนินที่ไม่มีรอยไหม้คล้ายกับผ้าลินนินที่ใช้ในการห่อศพ นักดมน้ำหอม Guerlain และ ฌอง ปาตู กล่าวว่าได้กลิ่นวนิลาจากซากซึ่งก็ตรงกับทฤษฎีการทำมัมมี่เช่นกัน อีกข้อหนึ่งที่น่าสนใจคือมัมมี่ใช้เป็นเครื่องปรุงอย่างหนึ่งในการผสมยาใน สมัยกลาง จึงอาจจะเป็นได้ว่ามีผู้ปิดฉลากผอบใหม่ระหว่างการปฏิวัติฝรั่งเศส

ภาพยนตร์ชีวประวัติ

* โจนออฟอาร์ค (ค.ศ. 1900) โดยจอร์เจอ เมลิเยส
* โจนออฟอาร์ค (ค.ศ. 1916)
* โจนออฟอาร์ค (ค.ศ. 1948) โดย วิกเตอร์ เฟลมมิง และ อิงกริด เบิร์กแมน
* โจนออฟอาร์คถูกเผา (ค.ศ. 1954) โดย โรแบร์โต รอสเซลลินี และ อิงกริด เบิร์กแมน
* ผู้ส่งสาร : เรื่องราวของโจนออฟอาร์ค (ค.ศ. 1999) โดย ลุค เบสซง

 

Top
 

ทัวร์เซี่ยงไฮ้
ทัวร์มาเก๊า
ทัวร์ยุโรป

ทัวร์ญี่ปุ่น
ทัวร์เกาหลี
ทัวร์จีน
ทัวร์ปักกิ่ง
ทัวร์คุนหมิง
ทัวร์ฮาร์บิน
ทัวร์ฮ่องกง
ทัวร์เวียดนาม
ทัวร์จอร์แดน
ทัวร์ไต้หวัน
ทัวร์พม่า
ทัวร์มาเลเซีย
ทัวร์บาหลี
ทัวร์รัสเซีย
ทัวร์อียิปต์
ทัวร์ภูฏาน
ทัวร์ออสเตรเลีย
ทัวร์ตุรกี
ทัวร์สิงคโปร์
ทัวร์เซี่ยงไฮ้
ดูทั้งหมด >>
สถานที่ท่องเที่ยวจีน
- จิ่วจ้ายโกว
- ผู่ถ่อซาน
- ถนนนานกิง
- หาดว่ายทาน
- เซี่ยงไฮ้
- ทะเลสาบซีหู
- วัดหลิงซาน
- ลี่เจียง
- ภูเขาหิมะมังกรหยก
- กู้กง
- กุ้ยหลิน
- ภูฏาน
- ซัวเถา
- ดูทั้งหมด

ลิงค์ที่น่าสนใจ

ทัวร์ญี่ปุ่น
ทัวร์เมืองจีน
มรดกโลก
10 เมืองน่าท่องเที่ยว
10 วัดที่สวยที่สุดในโลก
สถานที่แปลกของโลก
ประวัติบุคคลสำคัญ
รีสอร์ทหัวหิน
เกาะเสม็ด
 

ทัวร์ยุโรป  ทัวร์ญี่ปุ่น  ทัวร์ฮ่องกง  ทัวร์ปักกิ่ง  ทัวร์ตุรกี  ทัวร์จอร์แดน  ทัวร์ซีเรีย  ทัวร์พม่า  ทัวร์ไต้หวัน  มาเก๊าทัวร์  เซี่ยงไฮ้ทัวร์  ทัวร์ต่างประเทศ

Abroad-Tour.Com
บริษัท ทัวร์ต่างประเทศ จำกัด
ที่ตั้ง: 46/8 เจ.เอส.พี ออฟฟิศเซ็นเตอร์ ถ.เจริญราษฎร์ แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม กทม. 10120
โทร: 086-366-8881, 086-369-0330, 089-449-1666, 02-164-1119 แฟกซ์: 02-164-1129 Email: sales@abroadtour.com
ใบอนุญาตการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย 11/05944
 
Thai-Tour.com          
Copyright by Abroad-Tour.Com